วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ครั้งที่2

บันทึกอนุทิน

วิชา สัมมนาทางการศึกษาปฐมวัย
Seminar in Early Childhood Education )

อาจารย์ผู้สอน ดร.จินตนา สุขสำราญ

วัน/เดือน/ปี : 06 กุมภาพันธ์ 2560

เรียนครั้งที่ 2 เวลาเรียน 15:30 - 17:30

กลุ่ม 102 วันพุธ ห้องเรียน 34-301



นำเสนอหัวข้อสัมนา

กลุ่มที่ 1 ดอกไม้ประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้


       การประดิษฐ์ดอกไม้ด้วยฝีมือมนุษย์เป็นศิลปะที่มีความละเอียดอ่อน มุ่งหวังที่จะดำรงความงดงาม
ตามธรรมชาติของดอกไม้ให้คงอยู่ ไม่ร่วงโรย เหี่ยวเฉา การทำดอกไม้ประดิษฐ์ จึงเริ่มต้นที่การใช้การ
สังเกต ศึกษา ค้นคว้า รูปลักษณะ สีสันตามธรรมชาติ ของดอกไม้แต่ละชนิด แต่ละประเภท แล้วถ่ายทอด
การทำออกมาเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ ดอกไม้ประดิษฐ์ อาจถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบาง
ชนชาติ ที่มีการสืบทอดการประดิษฐ์ดอกไม้มายาวนาน

วัสดุเหลือใช้ที่นำมาใช้
1.ถุงน้ำยาปรับผ้านุ่ม



2.ถุงพลาสติก



3.กระดาษทิชชู่


4.กระดาษหนังสือพิมพ์



กลุ่มที่ 2 Play Learn Grow Together
  • เพลง ภาษอังกฤษ
  • เกม
  • นิทาน

        นำคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เด็กๆใช้ในชีวิตประจำวัน หรือสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเด็ก มาสอดแทรกในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น ดินสอ ปากกา โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น รวมทั้งนำ เพลง เกม นิทาน มาบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน




กลุ่มที่ 3 การออกแบบผังกราฟฟิ(GO)ในการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้



            เป็นรูปแบบของการแสดงออกทางความคิด ที่สามารถมองเห็นและอธิบายได้อย่างเป็นระบบชัดเจน ซึ่งประกอบไปด้วย ความคิด หรือข้อมูลสำคัญๆ ที่เชื่อมโยงกันกันในรูปแบบต่างๆ ทำให้เห็นโครงสร้างของความรู้ หรือเนื้อหาสาระนั้นๆ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนจัดข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ให้เป็นระบบ ระเบียบ ง่ายต่อการทำความเข้าใจและช่วยให้จดจำได้นาน

กลุ่มที่ 4 ของเล่นพื้นบ้านสำหรับเด็กปฐมวัย

ป๋องแป๋ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ป๋องแป๋ง


เดินกะลา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เดินกะลา



จั๊กจั่น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ของเล่นจั๊กจั่น



กลุ่มที่ 5 การรีไซเคิลสร้างสื่อเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย









กลุ่มที่ 6 Cup Song








กลุ่มที่ 7 โยคะสำหรับเด็กปฐมวัย



    การฝึกโยคะสำหรับเด็กเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก โยคาสนะจะช่วยให้เด็กมีการพัฒนาการที่ดีในด้านร่างกาย เช่น พัฒนาการเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อต่างๆ ช่วงให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และสามารถทำให้เด็กมีบุคลิกที่ดี  ในด้านอารมณ์ ช่วยเด็กที่มีปัญหาไฮเปอร์แอคทีพ และไม่กล้าแสดงออก และด้านการจินตนาการ เช่น การทำท่าต่างๆ เป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่ท่าเต้นต่างๆ เป็นต้น แต่ก็มีข้อจำกัด ต่างกันกับการฝึกโยคะในผู้ใหญ่ อยู่หลายประการ ในบทนี้จะกล่าวถึงหลักการและวิธีการเบื้องต้นสำหรับการฝึกโยคะให้กับเด็ก โดยที่พ่อแม่ หรือ คุณครูผู้มีประสบการณ์การฝึกโยคะมาบ้างสามารถจัดการสอนให้กับบุตรและลูกศิษย์ได้

        การทำท่าทางของกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบโยคะ ในขั้นนี้เป็นการฝึกท่าทางโยคะประกอบด้วยการฝึกท่าโยคะโดยปฏิบัติซ้ำชุดละ 2 รอบ จะทำการฝึกต่อเนื่องกันโดยไม่พักเป็นเวลา 15 นาที และจบด้วยท่าสงบเสมอ โดยในขั้นนี้จะฝึกให้เด็กทำท่าโยคะที่มีชื่อท่าเป็นสัตว์หรือธรรมชาติ เช่น
ท่าต้นไม้ เป็นท่าที่เด็กยืนขาเดียวพร้อมชูมือขึ้นประสานกันเหนือศีรษะ
ท่าภูเขา เป็นท่าที่เด็กยืนตัวตรงขาแยกพอประมาณพร้อมทั้งชูมือประสานกันเหนือศีรษะ
ท่าลิง มีลักษณะท่าคล้ายเตรียมตัวออกวิ่ง
ท่าเต่า เป็นท่าที่เด็กนั่งคุกเข่าโน้มศีรษะไปข้างหน้าให้จรดกับพื้น มือแนบลำตัว
ท่ากระต่าย มีลักษณะคล้ายท่าเต่าเพียงแต่มือทั้งสองข้างจะแนบกับศีรษะท่าทางคล้ายหูกระต่าย
ท่าดอกไม้ เป็นที่ที่เด็กนั่งขัดสมาธิแล้วเหยียดมือทั้งสองออกไปด้านข้างให้ขนานกับลำตัว
ท่าผีเสื้อ เด็กจะนั่งตัวตัวตรง เหยียดเท้าทั้งสองข้างมาข้างหน้าให้จรดกันและนำมือทั้งสองมา
ประสานกันไว้ที่ปลายเท้า
ท่าตั๊กแตน เป็นท่าที่เด็กนอนคว่ำกับพื้นแล้วเหยียดขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นเหนือพื้น

       นอกจากนี้ยังมีท่าอื่นๆที่เหมาะกับเด็ก เช่น ท่างู ท่าสุนัข เป็นต้น ซึ่งท่าทางอาจดัดแปลงได้ตามความเหมาะสม


กลุ่มที่ 8 มารยาทไทย

มารยาทไทย  คือ กิริยา วาจาต่างๆ เช่น การยืน การเดิน การนั่ง การนอน การรับของส่งของ การทำความเคารพ การแสดงกิริยาอาการ การรับประทานอาหาร การให้และรับบริการ การทักทาย การสนทนา การใช้คำพูด การฟัง การใช้เครื่องมือสื่อสาร รวมทั้งการประพฤติปฏิบัติในพิธีการต่างๆที่สุภาพเรียบร้อยที่บุคคลพึงปฏิบัติในสังคมโดยมีระเบียบแบบแผนอันเหมาะสมตามกาลเทศะ และถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของคนไทย

           การประนมมือ (อัญชลี) เป็นการแสดงความเคารพ โดยการประนมมือให้นิ้วมือทั้งสองข้างชิดกัน ฝ่ามือทั้งสองประกบเสมอกันแนบหว่างอก ปลายนิ้วเฉียงขึ้นพอประมาณ แขนแนบตัวไม่กางศอก ทั้งชายและหญิงปฏิบัติเหมือนกัน การประนมมือนี้ใช้ในการสวดมนต์ ฟังพระสวดมนต์ ฟังพระธรรมเทศนา ขณะสนทนากับพระสงฆ์ รับพรจากผู้ใหญ่ แสดงความเคารพผู้เสมอกัน และรับความเคารพจากผู้อ่อนอาวุโสกว่า เป็นต้น

      การไหว้ (วันทนา) เป็นการแสดงความเคารพ โดยการประนมมือแล้วยกมือทั้งสองขึ้นจรดใบหน้าให้เห็นว่าเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง การไหว้แบบไทย แบ่งออกเป็น ๓ แบบ ตามระดับของบุคคล


 การไหว้ระดับที่  1
การไหว้พระ ได้แก่ การไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมทั้งปูชนียวัตถุ ปูชนียสถาน ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในกรณีที่ไม่สามารถกราบแบบ     เบญจางคประดิษฐ์ได้ โดยประนมมือแล้วยกขึ้น    พร้อมกับค้อมศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว ปลายนิ้วแนบส่วนบนของหน้าผาก





การไหว้ระดับที่   2
             การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้อาวุโส ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ครู 
อาจารย์ และผู้ที่เราเคารพนับถือ โดยประนมมือแล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อมศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดปลายจมูก ปลายนิ้วแนบระหว่างคิ้ว



การไหว้ระดับที่  3
        
     การไหว้บุคคลทั่วๆไป ได้แก่ ผู้ที่เคารพนับถือหรือผู้มีอาวุโสสูงกว่าเล็กน้อย โดยประนมมือแล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อมศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดปลายคาง ปลายนิ้วแนบปลายจมูก




กลุ่มที่ 9 อาหารพัฒนาสมองเด็กปฐมวัย



กลุ่มที่ 10 การละเล่นพื้นบ้าน 10 ประเทศอาเซียน


ประเทศไทย : กระโดดกบ


ประเทศกัมพูชา : ซื้อแตงโม (Tinh Ovleuk)


play1


ประเทศบรูไน : เสือกินวัว (Tiger Eat Cow)


play1



ประเทศฟิลิปปินส์ : เสือข้ามห้วย (Luksong – Tink)


play1


ประเทศมาเลเซีย : ลูกบอลพิษ (Bola Beracun)



ประเทศสิงคโปร์ :ปิดตาทาย (Kuching Buta)


play2


ประเทศอินโดนีเซีย : หมากหลุม (Congkak)



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การละเล่นอาเซียน 10 ประเทศ

ประเทศเมียนมาร์ : กระโดดเชือก (O – Siw)


play2

ประเทศเวียดนาม :ดึงกัน (Choi Keo Nhau)

ประเทศลาว : หมุนกระทะ

play8


กลุ่มที่ 11 สร้างโลกสวยด้วยเพลงเด็ก

นำเพลงเด็กที่สนุกสนานมาสอดแทรกการเรียนภาษาอังกฤษ เช่น เพลงสัตว์ เพลงผลไม้ เป็นต้น
ทำให้การเรียนการสอนน่าสนใจ และเด็กอยากที่จะเรียนรู้มากขึ้น



กลุ่มที่ 12 การสอนดนตรีแบบ orff schulwerk

        ท่าทีผ่อนคลายยามได้ยินบทเพลงขับกล่อม การขยับไม้ขยับมือเคลื่อนไหวไปตามจังหวะดนตรี และความสุขสดใสในเสียงขับขานบทร้องเล่นในชีวิตประจำวันของเด็กทุกชาติทุกภาษา บอกให้เรารู้ว่า ธรรมชาติสร้างเด็กมาคู่กับดนตรี การเรียนการสอนดนตรีแบบ “ออร์ฟ ชูลแวร์ค” (Orff Schulwerk)  จึงนำธรรมชาตินี้ในตัวเด็กมาเป็นบทแรกเริ่มชี้ชวนเด็กๆ สนุกกับการเรียนดนตรี

      อาจารย์กรองทอง บุญประคอง ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีออร์ฟ ชูลแวร์ค บอกเล่าถึงรายละเอียดและความสำคัญของการสอนดนตรีแนวนี้ ที่ไม่เพียงสร้างสุนทรียะ จินตนาการ และความรักในการเล่นดนตรี แต่ยังเป็นสื่อพัฒนาศักยภาพเด็กไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

      โดยเฉพาะเด็กๆ ดังนั้นจุดประสงค์หลักในการสอนดนตรีตามแนวคิดนี้จึงไม่ใช่มุ่งสร้างนักดนตรีระดับโลก แต่สร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาเด็กให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพทั้ง 4 ด้านคือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และจิตใจ ไปพร้อมๆ กับความสนุกสุขใจที่ได้รับจากเสียงดนตรี





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น